วันนี้ทีมงาน NOWASU.CO ขออาสามาบอกถึง 7 สิ่งที่ทำให้ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) สร้างเว็บไซต์ Amazon.com ได้สำเร็จ!! ในปัจจุบัน เจฟฟ์ เบโซส ผู้ก่อตั้ง Amazon.com กลายเป็น มหาเศรษฐีผู้ที่รวยที่สุดในโลก ปี 2021 ด้วยทรัพย์สินกว่า 55,717,915,058,956 บาท หรือ 5 หมื่น 5 พันล้านล้านบาท (177 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ดูการเติบโตของ เจฟฟ์ ได้ที่ อันดับผู้ที่รวยที่สุดในโลก ปี 2019 สายเทคโนโลยี ในโลกยุคดิจิทัล

แต่เด๋วก่อน นอกเรื่องนิดนึง เผื่อใครยังไม่รู้…ไม่นานมานี่ ตาลุง Musk หรือ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ของเราอันดับพุ่งขึ้นมาจากอันดับที่ 40 เมื่อปี 2019 ด้วยทรัพย์สิน 713,260,334,794 บาท หรือ 7 ร้อยล้านล้านบาท (22.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ปัจจุบัน ตาลุง Musk พุ่งขึ้นมาอันดับ 2 ของโลกแล้วในปี 2021 ด้วยทรัพย์สิน 47,533,362,564,420 หรือ 4 หมื่น 7 พันล้านล้านบาท (151 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เรียกได้ว่าตีคู่ เจฟฟ์ เบโซส ขึ้นมาใกล้ๆกันเลย

กลับมาที่ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) เป็นอีกคนที่เริ่มต้นธุรกิจจากโรงรถในบ้านของตัวเอง ไม่ต่างกับ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ที่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัท Apple จากโรงรถเช่นเดียวกัน จนสามารถสร้างบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกได้ ในเวลาต่อมา

แต่อะไรหละ?? ที่ทำให้ เจฟฟ์ เบโซส สามารถและสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ลองมาหาคำตอบใน 7 สิ่งที่ทำให้ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) สร้างเว็บไซต์ Amazon.com ได้สำเร็จ!! กันเลยดีกว่า…

อยากรู้วิธี ดูค่าเงินหลักล้าน อ่านได้ที่นี่

 

1 ประสบการณ์ จากยุค ฟองสบู่ดอทคอม

เจฟฟ์ เบโซส

ผ่านมาแล้วกว่า 20 ปี ที่ธุรกิจอย่าง Amazon ถูกนักวิเคราะห์ดูถูกมามาก แต่ เจฟฟ์ ก็ยังสามารถลบคำสบประมาทเหล่านั้นออกไปได้ แม้ว่า การสร้างธุรกิจนั้น จะต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน กว่าจะสร้างออกมาเป็นอาณาจักร Amazon ได้จนทุกวันนี้

บริษัท Amazon คือ หนึ่งในบริษัทที่ได้หลุดพ้น และรอดจาก ยุคฟองสบู่ดอทคอม มาได้ แต่กว่าจะฝ่าวิกฤตมาได้ สิ่งที่ได้รับกลับมาก็สาหัสไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ เจฟฟ์ เคยลงทุน และสร้างมาอย่าง Junglee.com, Pets.com, Gear.com และอื่นๆ ที่สูญเงินไปกว่า 3,209,600,042,100 ล้านบาท (100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

ซึ่งในขณะนั้น เจฟฟ์ ยังเคยมีความคิดที่จะสร้าง Amazon Auctions เพื่อมาสู้กับ eBay อีกต่างหาก และผลเป็นไง?? ก็ “ล้มเหลว” สิฮะ…

ทำให้ เจฟฟ์ ถูกบอร์ดบริหารบริษัทอย่าง เจมส์ ซิเนกัล (James Sinegal) ผู้เป็น CEO ของบริษัท Costco เรียกไปคุย เพื่อทบทวนกับสิ่งที่ทำพลาดไป โดยระหว่างพูดคุย เจมส์ ซิเนกัล ได้บอกว่า Value Trumps Everything. หรือที่หมายความว่า ราคา คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจของลูกค้า และการชวนให้ลูกค้า มาจ่ายค่าสมาชิกแลกสิทธิพิเศษต่างๆ คือ ไอเดียใหม่ที่ทำให้ เจฟฟ์ ได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าต้องทำอย่างระบบสมามชิก ซึ่งได้มาพัฒนาเป็น Amazon Prime ในเวลาต่อมา

 

2 วางแผนให้เป็น Ecosystem ก่อน กำไรไว้ทีหลัง

Amazon Ecosystem

Amazon ได้เลือกเส้นทางใหม่ โดยยึดหลักการวางโครงสร้างบริษัทก่อน แล้วค่อยเอากำไรทีหลัง โดย เจฟฟ์ ได้หันไปลงทุนกับการสร้าง Ecosystem ตามแผนในระยะยาวก่อนเป็นอันดับแรกๆ

เจฟฟ์ กล่าวว่า “Our profitability is not our customer’s problem” ที่หมายความว่า “กำไรของบริษัทเรา จะไม่ใช่ปัญหาของลูกค้า”

เจฟฟ์ เบโซส ยังเคยกล่าวอีกว่า ต้นไม้ใหญ่ทุกต้น ล้วนเติบโตขึ้นมาจากเมล็ดเล็กๆเพียงเมล็ดเดียว การจะสร้างสิ่งใหม่ๆขึ้นมานั้น จึงไม่มีสูตรสำเร็จ แต่จะต้องรอค่อยให้เมล็คเล็กๆเม็ดนั้น เติบโตเป็นต้นกล้า และในที่สุดวันนึง…ต้นไม้เล็กๆต้นนั้น จะเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ในที่สุด

จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบนี้ ก็เหมือนกับ Amazon ที่เริ่มต้นจากการขายหนังสือออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสินค้าอีกประเภทที่ขายได้ยากในระดับนึง แต่ก็ค่อยๆขยายใหญ่ออกไปสู่สินค้า และบริการอื่นๆในเวลาต่อมา

ซึ่งจากที่เห็นการเติบโตของ Amazon แล้ว กลายเป็นสินค้าประเภทอื่นๆกลับได้ผลดีมากกว่าการเป็น ร้านหนังสือออนไลน์ ด้วยซ้ำ ยกตัวอย่างเช่น บริการ Cloud Computing อย่าง Amazon Web Service (AWS) ที่กลายเป็นธุรกิจหลักของ Amazon จนสามารถครองตลาดไปได้กว่า 33%

รวมถึงการมีเทคโนโลยี อย่าง AI ปัญญาประดิษฐ์ และ Big Data ข้อมูลขนาดใหญ่ที่เอาไว้ใช้วิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้ เจฟฟ์ สามารถนำข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น ไปสนับสนุนธุรกิจหลักของบริษัทจนครบวงจรได้ นั้นเอง เรียกได้ว่า ครอบทั้ง Ecosystem ของ Amazon เลยก็ว่าได้

ยกตัวอย่างเช่น Whole Foods (สำหรับโลจิสติกส์), Kiva (หุ่นยนต์อัจฉริยะ), Twitch (ไลฟ์สตรีมมิ่ง) รวมไปถึง Washington Post (สื่อ)

ทำให้ เจฟฟ์สามารถตัดคู่แข่งออกไปได้หลายเจ้าเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม 1 ในบริษัทที่เป็นคู่แข่งระยะยาวตัวจริงของ Amazon ก็คงหนีไม่พ้น Google และ Alphabet นั้นเอง

อันดับการของครองตลาด Cloud Market Share

  • Amazon Web Service ครองตลาดสูงสุดอยู่ที่ 33%
  • Microsoft Azure ครองตลาดอยู่ที่ 18%
  • Google Cloud ครองตลาดอยู่ที่ 8%
  • IBM Cloud ครองตลาดอยู่ที่ 6%
  • Alibaba Cloud ครองตลาดอยู่ที่ 5%
  • Saleforce ครองตลาดอยู่ที่ 3%
  • Oracle Cloud ครองตลาดอยู่ที่ 2%
  • Tencent Cloud ครองตลาดอยู่ที่ 2%

credit : Statista

 

3 Amazon ผู้นำด้าน Voice Assistant

Amazon Echo, Echo Dot, Amazon Tap

ในยุคที่เต็มไปด้วย Voice Assistant ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการด้วยเสียงเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น Google Home หรือจะเป็น HomePod จากทาง Apple ที่กำลังเข้ามาตีตลอดทั่วโลกเต็มไปหมด ซึ่งหลายคนอาจยังไม่รู้ว่า จริงๆแล้วผู้บุกเบิกระบบอัจฉริยะนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน…

แต่เป็น เจฟฟ์ เบโซส นี่แหละ!! ที่เป็นเจ้าแรกๆที่ตีตลาดสมาร์ทสปีกเกอร์นี่ขึ้นมา ด้วยการผลักดัน Alexa ผู้ช่วยอัจฉริยะจากทาง Amazon เพื่อที่จะเชื่อมต่อกับระบบ Ecosystem ของ Amazon ทั้งหมด

ตั้งแต่ฟังก์ชันถาม-ตอบทั่วๆไป / รับส่งข้อความ / โทรเข้าโทรออก ไปจนถึงช้อปปิ้งสั่งซื้อสินค้าตามสั่ง หรือแม้แต่การเช็คตารางงาน และเที่ยวบินของคุณได้อย่างง่ายได้ จากการเชื่อมต่อ Alexa เข้ากับแอพพลิเคชั่นง่ายๆเท่านั้นเอง

และจากที่อ่านกันมาถึงตรงนี้ คงเห็นแล้วว่า ต่อให้บริษัทยักษ์ใหญ่หน้าไหน…หวังจะสู้กับ Amazon ในตลาดนี้ ที่วางโครงสร้างมาครบขนาดๆนี้ โอกาสที่จะไล่ตาม Amazon ทัน ก็คงจะเป็นอะไรที่ยากมากด้วยเช่นกัน

 

4 ขี้งก!! ในเรื่องที่ควรจะขี้งก

เจ้าของ Amazon

ด้วยความที่เป็น เจฟฟ์ เบโซส ผู้คำนึง และให้ความสำคัญกำลังลูกค้าเป็นหลัก เจฟฟ์ เป็นอีกคนที่จริงๆแล้วค่อนข้างเคี้ยว หรือขี้งกหน่อยๆ โดยจริงๆแล้ว เจฟฟ์ ไม่ได้งก ไม่ได้เคี้ยว แต่ เจฟฟ์ มองลูกค้าเป็นหลักมากกว่า

หนึ่งในเรื่องที่มีการเปิดเผยมาของบริษัท Amazon ที่นำโดย จารย์เจฟฟ์ คือ บริเวณห่องรับแขกของสำนักงานใหญ่ จะมีถ้วยขนมปังกรอบวางไว้สำหรับสุนัข จากที่กล่าวไปอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องแปลก ซึ่งสิ่งที่แปลก คือ เห็นได้ชัดว่ามีการจัดอาหารให้กับสุนัข แต่สำหรับพนักงานในบริษัทไม่มีของว่าง หรืออาหารฟรีให้แก่พนักงานเลย ต่างจากบริษัทสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ๆที่ให้ความสำคัญกับสวัสดีการของพนักงานอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็น Google หรือ Facebook หรือรวมถึงบริษัทสตาร์ทอัพหลายนึงที่ แอดจีดี กำลังทำงานอยู่ในตอนนี้

ความขี้งก ของ เจฟฟ์ เบโซส ไม่ได้เพิ่งมามีตอนนี้ แต่มีมาตั้งแต่ยุคที่เริ่มก่อตั้งบริษัทแล้ว โดยในช่วงก่อน ยุคฟองสบู่ดอทคอม จะแตก Amazon เคยมีรายการทีวีรายการนึงได้บุกไปสัมภาษณ์ จารย์เจฟฟ์ เบโซส ที่บริษัท แล้วพบว่า…แม้แต่บริษัทของ จารย์เจฟฟ์ เอง ขาโต๊ะยังหักอยู่เลย

ทำให้โต๊ะตัวนี้ แสดงถึงความแข็งแกร่งของ Amazon ว่าบริษัทจะใช้เงินต่อเมื่อมันส่งผลดีต่อลูกค้าของบริษัท เท่านั้น!! นั้นเอง

 

5 มาพร้อมกับระบบ Delivery ที่ล้ำที่สุดในโลก

Amazon Prime

โดยเมื่อพูดถึงระบบการขนส่งสินค้าของ Amazon เรียกได้ว่า เทพจริงๆ นับว่าเป็นจุดขายที่โดดเด่นกว่าบริษัท E-Commerce เจ้าอื่นๆของโลกอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดส่งสินค้าฟรี หากสั่งซื้อเกิน 3,000 บาท หรือประมาณ 100 เหรียญสหรัฐฯ แต่เรื่องการส่งสินค้าฟรีนั้น อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่สำหรับในยุคปัจจุบันนี้ แต่เรากำลังพูดถึงเมื่อเกือบ 20 ปีที่แล้ว ในช่วงเทศกาลของปี 2000-2001 ที่การขนส่งเป็นอะไรที่มีราคาค่อนข้างสูงในขณะนั้น…

แม้โปรโมชั่นที่กล่าวไปจะค่อนข้างเปลืองค่าใช้จ่ายอย่างมาก แต่ก็เลือกมาพร้อมกับยอดขายของบริษัท ที่ทำยอดขายได้พุ่งสูงตามมาด้วยเช่นกัน นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับพฤติกรรมของผู้บริโภคไปโดยปริยาย ที่จะสั่งซื้อสินค้าหลายๆชิ้นหลายๆประเภทในเวลาเดียวกันนั้นเอง

ในปี 2005 จารย์เจฟฟ์ ตัดสินใจทดลองระบบใหม่ที่ชื่อ Prime หรือบริการเหมาจ่ายส่ง จนในที่สุด Prime กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาเป็นลูกค้าประจำได้ในที่สุด

นอกจากเรื่องโปรโมชั่นไปแล้ว ระบบ Ecosystem ของ Amazon ยังสามารถรองรับคำสั่งซื้อจำนวนมากๆ และประมวลผลออกมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เรื่องของการขนส่งสินค้ายังรวดเร็วทันใจลูกค้าเป็นอย่างมากอีกด้วย ที่มาจากความช่วยเหลือของ Kiva หุ่นยนต์อัจฉริยะที่ช่วยจัดการคลังสินค้าตามออเดอร์สั่งของส่งให้พนักงานแพ็คของ และจัดส่ง

รวมถึงล่าสุดทดลอง และมีการใช้ โดรน ในการจัดส่งสินค้าตามออเดอร์แล้วอีกด้วย เรียกได้ว่าล้ำเกินหน้าเกินตาหลายประเทศที่กำลังมีการจัดส่งสินค้าแบบทั่วๆไปเลยทีเดียว (เฉพาะบางพื้นที่…ไม่ใช่ทั่วโลก)

 

6 ประสบการณ์การใช้งานของลูกค้าคือที่สุด!!

Amazon Go

Amazon เป็นบริษัทใหญ่ระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับเรื่อง ประสบการณ์การใช้งาน หรือที่เรียก User Experience (UX) เป็นที่สุด

อย่างที่กล่าว Amazon คำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรก ทำให้ Amazon เริ่มต้นจากการคิดหา Solution หรือรูปแบบที่ดีที่สุด ที่จะบริการให้ลูกค้าพึงพอใจ และปรับเปลี่ยนให้ตรงตามใจลูกค้ามากที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการทำให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าให้ง่ายดายที่สุด โดย Amazon เริ่มจากการนำนวัตกรรมต่างๆเข้ามาปรับใช้ เช่น 1-Click ที่ลูกค้าสามารถเลือกสั่งสินค้านั้นๆได้ด้วยเพียงกดปุ่มเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรเยอะแยะ

อีกตัวอย่าง คือ ระบบ Camera Search ที่หากลูกค้าเห็นของถูกใจ ก็สามารถนำรูป หรือสแกน เพื่อค้นหาสินค้าแบบเดียวกัน หรือคล้ายๆกันกับที่ต้องการใน Amazon.com ได้เลย หรือจะเป็นเรื่องการใช้ ระบบปัญญาประดิษฐ์ ในการ Reverse AI ที่นำข้อมูลจาก Big Data มาช่วยเลือกว่าร้านบริเวณแถวๆนั้น ควรนำสินค้าอะไรมาลง

เช่น ในประเทศญี่ปุ่นที่มีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากๆ ระบบปัญญาประดิษฐ์ ก็จะแนะนำให้นำอาหาร หรือไอศกรีมชาเขียวมาวางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นอีกเทคโนโลยีที่ เซเว่น ในบ้านเราก็ได้นำมาใช้แล้ว ลองสังเกตดูว่า เซเว่น แต่ละสาขาก็จะลงสินค้าแตกต่างกันออกไป

ที่ว่าความสะดวกสบายของลูกค้ามากที่สุด นี่ยังรวมถึงเรื่อง ร้านสะดวกซื้ออัจฉริยะ Amazon Go ด้วย ที่เป็นร้านสะดวกซื้อที่สะดวกจริงๆ ไม่เพียงแต่จะมีสินค้าเยอะแล้ว แต่ยังสามารถหยิบสินค้าที่ต้องการ และสามารถเดินออกจากร้านไปได้เลย ไม่ต้องไปต่อคิว หรือไปจ่ายชำระเงินด้วยตัวเอง โดยระบบของ Amazon Go จะเป็นการผูกบัญชีเพื่อยืนยันตัวตน และเชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น โดยระบบจะมีการยืนยันตัวตนตั้งแต่ลูกค้าเดินเข้ามาแกนข้อมูลตรงหน้าร้านแล้ว

อีกทั้งก็หมดห่วงเรื่องการขโมย หรือการหนีไม่จ่ายเงินด้วย เพราะภายใน ร้านสะดวกซื้อ Amazon Go โอบล้อมไปด้วยกล้องวงจรปิดที่มีระบบ AI ปัญญาประดิษฐ์ตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

อ่านเรื่อง ความหมายของ UX คืออะไร?? ได้ที่นี่

 

7 สมองที่ไปด้วยไอเดียไม่รู้จบ

เจฟฟ์ เบโซส

เจฟฟ์ เบโซส เป็นอีกคนที่สมองของเขาเต็มไปด้วยไอเดียที่ไม่รู้จบ เป็นเจ้าโปรเจคเลยก็ว่าได้ แต่ไอเดียมากเท่าไหร่?? ก็ไม่สำคัญเท่ากับ การตัดสินใจที่จะลงมือทำเลย ดีกว่าต้องมานั่งเสียดายทีหลัง นี่เป็นอีกเรื่องที่ จารย์เจฟฟ์ เคยกล่าวเอาไว้…

โดยมันเริ่มต้นจากการที่ เจฟฟ์ ได้ลาออกจากบริษัทที่ทำงานประจำ และมีการเงินมั่นคงอย่างมาก เพื่อมาก่อตั้งบริษัท Amazon.com เพราะเหตุผลสั้น ๆ ที่ว่า เห็นการเติบโตของอินเทอร์เน็ตที่จะโตขึ้นอีกมากแน่ ๆ ในอนาคต

เจฟฟ์ นึกถึงภาพในอนาคตตอนที่ตัวเองอายุ 80 ปี และมองย้อนกลับไปอีกว่า จะเสียใจที่ ได้ทำ หรือ ไม่ได้ทำ ตั้งแต่ตอนนี้กันแน่??

และอีกหนึ่งในกรณีศึกษาที่ยกมาสนับสนุนแยวคิดนี้ของ เจฟฟ์ เบโซส คือ ช่วงที่ เจฟฟ์ มองหานักลงทุนที่กว่า 20 คน เพื่อจะขยายธรกิจของ Amazon ให้ใหญ่ขึ้น ทำให้ เจฟฟ์ ต้องคุยกับนักลงทุนอีกกว่า 60 คน กว่าจะครบตามเป้าที่วางไว้คือ 20 คน เจฟฟ์ ไม่ได้เลือกเยอะนะ แต่อีก 40 คน คือ คนที่ปฏิเสธเขา

ซึ่งมีหลายคนจาก 1 ใน 40 ที่บอกว่าเสียดายโอกาสนั้นมาก จารย์เจฟฟ์ เลยย้ำทิ้งท้ายว่า

เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับคนที่ลงทุนแล้วกลับล้มเหลว แต่เมื่อมองย้อนกลับไป เรามักจะ “ไม่เสียใจในสิ่งที่ได้ลองทำ” เท่ากับ “เสียใจที่ไม่ได้ทำ”

และนี่ก็คือ 7 สิ่งที่ทำให้ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) สร้างเว็บไซต์ Amazon.com ได้สำเร็จ!! เห็นด้วยข้อไหน หรือไม่เห็นด้วยข้อไหน ลองมาพูดคุยกันได้นะฮะ!!

 

เจฟฟ์ เบโซส

แล้วคุณหละ??

คิดว่า เจฟฟ์ เบโซส เก่งกว่า อีลอน มัสก์ หรือไม่…

ลอง comment, share หรือ tag บอกเราที!!

 

Source 

8 เหตุผล ที่ทำให้จารย์ Jeff รวยที่สุดในโลก – AHEAD.ASIA

ประวัติโดยละเอียด เจฟ บีซอส (Jeff Bezos) แห่ง Amazon ผู้ติดอันดับรวยที่สุดในโลก – CEOChannels.com

อันดับผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในปี 2021 – Forbes

Facebook Comments