จากประสบการณ์ที่เคยได้รับมาวันนี้ขอมา รีวิว Work and Travel 2019 ที่ Eagle River รัฐ Alaska ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้กลับมา 300,000++++ บาท

 

#อยากจะเล่า

ก่อนเรียนจบเราวางแผนว่าจะไป Work and Travel ก็เลยขอพ่อไป และพ่อก็อนุมัติ พอสอบ Final เสร็จปุ๊ป ส่ง Thesis ปุ๊ป บินเลยจ้า เราเลยอยากจะมาเล่า และ รีวิว Work and Travel ที่ Alaska

เรากลับมาจะ 4 เดือนแล้ว เพิ่งจะเขียนรีวิวเพราะอยากเล่า เราจะไม่อธิบายว่าไปของเอเจนซี่ไหน มีกระบวนการยังไงบ้าง หลายคนรีวิวขั้นตอนต่างๆแล้ว เราเลยข้ามขั้นตอนนี้ไป มาเริ่มกันเลยดีกว่า!!

 

#ว่าด้วยเรื่องตั๋วเครื่องบิน

รีวิว Work and Travel

เอเจนซี่บังคับซื้อตั๋วเครื่องบินกับเอเจนซี่เอง ต้องบอกก่อนว่าเอเจนซี่บังคับจองตั๋วสำหรับคนที่ไป Alaska เท่านั้น เด็กคนไหนไปรัฐอื่นสามารถจองตั๋วเครื่องบินได้เอง เอเจนซี่คิดค่าตั๋วกับเรา 48,500 บาท (รวมต่อเครื่องภายในประเทศไป Alaska) โดยจะให้เลือกสายการบินว่าอยากไปสายการบินไหน มี Eva, Japan air (Jal), China เราก็เลือก Jal ไป เพราะ Jal เปลี่ยนเครื่องน้อยสุด

เราเช็คเส้นทางบินแบบนี้โอเคสุด!!

  • Bangkok (ไทย) ไป Narita (ญี่ปุ่น)
  • Narita (ญี่ปุ่น) ไป Seattle (สหรัฐอเมริกา)
  • Seattle (สหรัฐอเมริกา) ไป Anchorage (สหรัฐอเมริกา)

ก่อนที่เอเจนซี่จะจองตั๋ว เราก็ดู Flight บินคร่าวๆ แล้ว เส้นทางนี้เร็ว เปลี่ยนเครื่องไม่นาน และก็ไม่แพงด้วย เราว่าไปเส้นทางนี้โอเคสุด เราก็เลือกบินกับ Jal

แต่เอเจนซี่จองตั๋วเราให้เป็นแบบนี้

  • Bangkok (ไทย) ไป Haneda (ญี่ปุ่น)
  • Haneda (ญี่ปุ่น) ไป San Fran (สหรัฐอเมริกา)
  • San Fran (สหรัฐอเมริกา) ไป Portland (สหรัฐอเมริกา)
  • Portland (สหรัฐอเมริกา) ไป Anchorage (สหรัฐอเมริกา)

เราก็ งง ว่าทำไมเอเจนซี่ไม่จอง Narita ไป Seattle แล้วบินจาก Seattle ไป Anchorage (Alaska) ในเมื่อเราเช็คราคาตั๋วแล้วว่าราคาเท่ากับที่เอเจนซี่ให้จ่าย ก็เข้าใจแหละว่าเขาพยายามเซฟค่าตั๋วให้ได้มากที่สุด แต่บินหลายต่อมันเหนื่อย วุ่นวาย เอเจนซี่บอกว่าถ้าเราจะเอาตั๋วจาก Narita ไป Seattle แล้วต่อเครื่องไป Anchorage ต้องเพิ่มอีก 5,000 บาท ซึ่งเราก็ไม่อยากจ่ายเยอะอยู่แล้ว ก็ไม่เอาก็ตามนั้นไป

 

#ขอบ่นหน่อยว่า กว่าจะถึง Alaska

และความวุ่นวายมันก็เกิดขึ้นเลยจ้า อยากเล่าตั้งแต่เราไปบินจาก Bangkok ไป Haneda ระหว่างทางตอนเราบินไป Haneda มี Emergency Case เกิดขึ้น มีคนหายใจไม่ออก ต้องลงจอดฉุกเฉินที่สนามบิน Hana ที่ญี่ปุ่น ทำให้ดีเลย์ไป 2 ชั่วโมง และแน่นอนว่าตกเครื่องจาก Haneda ไป San Fran!!!! ตอนนั้นเรากับเพื่อนนี่แบบเราตกเครื่องแล้วใช่ไหม เด็ก Work คนอื่นๆ ก็ตกเครื่องเหมือนกันหลายคน พอถึงสนามบินสายการบินให้เงินชดเชยมาคนละ 10,000¥ (ประมาณ 2,800 บาท) และต้องนอนญี่ปุ่นหนึ่งคืน เพราะ Flight ที่จะไปซานฟรานมีเที่ยวเดียวต่อวัน และมันก็บินไปแล้วด้วย ตอนนั้นคือแบบฮืออออออออออ รู้งี้ซื้อประกันการเดินทางไว้จะได้ค่าชดเชยค่าเครื่องบินดีเลย์

รีวิว Work and Travel

พอเช้าวันต่อมาเราก็ไปสนามบินเพื่อน เราคุยกับเพื่อนที่ไทยว่าจะเอายังไงดี คือตอนนั้นไม่รู้เลยว่าจะเอาไงกับชีวิต นี่เป็นการตกเครื่องครั้งแรกด้วย ถามเพื่อนว่าจะทำไงยังไง คือเราตกเครื่องบินภายในประเทศไปแล้วด้วย ไม่อยากซื้อตั๋วใหม่ เพื่อนที่ไทยบอกมาว่าให้ขอ Delay Certificate จากสายการบินจะได้มีหลักฐานยืนยัน เราก็ไปขอกับเพื่อนมาที่ด้วยกัน คุยกับพนักงานกว่าจะขอได้ยากมาก….

ใบ Delay Certificate
ใบ Delay Certificate

พอได้ใบมาเราก็คุยกับเพื่อนที่มาด้วยกัน ก็คิดว่าขอย้ายสนามบินจาก Haneda ไป Narita ดีไหม เพราะมันบินตรงไป Seattle เลย เรากับเพื่อนก็ไปขอเปลี่ยน Flight บินจาก Haneda เป็น Narita ยืนคุยกับพนักงาน 2 ชั่วโมง หน้าเคาน์เตอร์ พนักงานก็โทรเช็คว่ามีที่พอไหมอะไรยัง จนในที่สุดได้เปลี่ยน Flight และความโชคดีคือเหลือที่นั่ง 2 คนพอดี เหลือเวลาแค่ครึ่งชม.ที่จะไปสนามบิน Narita เรากับเพื่อนให้พนักงานพาไปส่งที่นาริตะ เราสามคนกระเป๋า 4 ใบ ทุลักทุเลมาก รีบวิ่งไปขึ้นรถบัสเพื่อที่จะไป Narita พอถึงสนามบินรีบโหลดกระเป๋า วิ่งเข้า Gate รอขึ้นเครื่องไป Seattle เราอยากจะขอบคุณพนักงานสองคนคนนั้นมากที่เปลี่ยน Flight ให้และพาไปส่งที่ Narita

บินไป Seattle แล้วนะ

บิน 9 ชั่วโมง นอนไม่หลับเลย ไม่รู้ทำไม…. นั่งดูหนังตาแฉะ ส่วนเพื่อนเราหลับตั้งแต่ขึ้นเครื่องจนถึง Seattle

ถึง Seattle สักที

พอถึง Seattle ลงมาปุ้ป รอเข้า ตม. ยืนรอไปเลยจ้า 4 ชั่วโมง นั่งแล้วนั่งอีก ยืนแล้วยืนอีก เจ้าหน้าที่ ตม. คือมีแค่ 2 คน แต่ผู้โดยสารรอต่อเครื่องเป็นเกือบ 500 คนได้ แล้วคือผู้โดยสารบางคนบอกเจ้าหน้าที่ว่าจะตกเครื่องแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกรอต่อคิวต่อไปจ่ะ สรุปคือตกเครื่องทุกคน ต้องรอ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม พอผ่าน ตม. มาได้ ก็ต้องไปเคาน์เตอร์ Alaska airline ความยุ่งยากคือ กว่าจะคุยได้ว่าตกเครื่องมา ยื่นใบ Delay Certificate ไปเขาถึงจะเชื่อ อยากจะกราบเพื่อนที่บอกให้เอาใบนี้มาเป็นหลักฐาน หลังจากนั้นมีปัญหาอีกแล้วจ้า พนักงานบอกว่าตั๋วที่จองไว้ยังไม่จ่าย!!!! เรากับเพื่อนหน้าเวกเลยจ้า หันมองหน้ากัน เอาไงดี คุยกับพนักงานตอนแรกก็ยังไม่ได้ เราก็โทรหาพี่เอเจนซี่ที่ไทยว่าทำไงดี พี่เขาก็บอกว่าเราเป็นกับเพื่อนเป็นเคสแรกที่ตกเครื่องเลยนะ แล้วเขาก็แนะนำว่าให้คุยกับพนักงานยังไง จนเรายื่นโทรศัพท์ให้คุยกับพี่เอเจนซี่ที่ไทย สุดท้ายคือเรากับเพื่อนต้องจ่ายเพิ่มคนละ $50 (1,500 บาท) ไม่รู้ค่าอะไร แต่ดีที่ไม่ต้องค่ากระเป๋า $70 (2,100 บาท)

รีวิว Work and Travel

แยกกับเพื่อน

เรากับเพื่อนทำงานรัฐเดียวกัน แต่คนละเมือง เราไป Anchorage เพื่อนไป Fairbank เคว้งของจริง…. รู้สึกว่าเหงามากที่สุดในชีวิต นั่งอยู่คนเดียวเปลี่ยวใจมาก น้ำตาจะไหล เมืองเรากับเพื่อนไกลกันมาก ตอนช่วงทำงานไม่ได้เจอกันเลย เศร้า

 

#ถึงสักที…ว่าแต่ทำไมเอามาอยู่ที่นี่??

โรงแรมที่พัก Alaska

ถึง Anchorage เราไปถึงเสาร์กลางคืน เอเจนซี่คนจีนมารับ (คิดค่าไปรับส่งสนามบิน $40/คน) พาไปโรงแรม เราก็สงสัยว่าทำไมไม่พาไปบ้านน้าคนไทย พอถึงโรงแรมที่ Downtown เราก็เจอเพื่อนที่มาถึงก่อนหน้า เพื่อนก็บอกว่าเขาให้มาพักโรงแรมเพื่อที่จะทำ SSN (Social security card) กับเปิดบัญชี Wells Fargo ใน Downtown ก่อนไปบ้าน เราก็แบบทำไมเอามาอยู่โรงแรม ถ้าเอามาอยู่โรงแรมทำไมไม่บอกก่อนว่าต้องธุระให้เสร็จ แล้วค่อยไปส่งบ้าน หรือเอเจ้นที่ไทยควรบอกว่าเด็กควรบินไปถึงวันธรรมดาเพื่อที่ทำ SSN กับเปิดบัญชีสำหรับเด็ก work ที่เพิ่งมาเป็นปีแรก เอเจ้นจีนคิดค่าโรงแรมคืนละ $15 (450 บาท) กับเด็กทุกคนที่พามา บางคนอยู่ 3-4 คืน เรารู้สึกว่าเอเจนซี่ที่นี่น่าจะเช่าห้องรายเดือนเพื่อได้เด็ก work มาอยู่ ใครมาถึงทำธุระเสร็จ ก็หมุนเวียนผลักกันเข้าออกห้องนั้น สภาพห้องคือแย่มาก ขยะไม่มีคนเอาไปทิ้ง เหมือนมีคนมาอยู่แล้วหลายวัน ประตูห้องน้ำก็ไม่มี เปิดโล่งมากกกกก ใครจะอาบน้ำที เพื่อนๆก็ต้องหลบมุมกันหมด คือบับบบ โอ้ยยยยอะไรอีกเนี่ยยยชีวิต

#เปิดบัญชี

เช้าวันต่อมาเพื่อนพาไปเปิดบัญชีธนาคาร เปิดบัญชีฝากเงินกับทำบัตรไว้ใช้ซื้อของ เพราะคนอเมริกาเขาจะใช้บัตรมากกว่าเงินสด และเราก็จะไปทำ SSN แต่เพื่อนก็บอกว่าทำ SSN เปิดแค่จันทร์-ศุกร์ เสาร์อาทิตย์ปิด อ่าาา…. ต้องรออีกแล้วว เปิดบัญชีเสร็จบอกเพื่อนว่าอยากไปร้านอาหารไทยมีใกล้ๆแถวนี้ ก็ไปร้านนั้นจำชื่อร้านไม่ได้ จำได้แค่ว่าร้านอยู่ริมสุด ร้านมีคุณป้าคนไทย 2 คน เราก็เล่าเรื่องให้ป้าฟังเป็นเด็ก work เอเจนซี่เอาหนูมาอยู่โรงแรมบลาๆ ป้าเขาก็ติดต่อเจ้าของบ้านให้มารับเรา โชคดีคือลูกเจ้าของบ้านอยู่ใกล้ๆเราพอดี เขาเลยให้ลูกมารับแทน

ออกจากโรงแรม

ก่อนออกจากโรงแรม เรากับเพื่อนก็เก็บของกำลังจะเอากระเป๋าออกจากห้อง เอเจนซี่จีนมาเห็นพอดี ก็ไม่ให้เราออกจ้า บอกว่าเรายังทำธุระไม่เสร็จ ตอนนั้นคือไม่แคร์แล้ว เพื่อนก็บอกเขาไปว่าเราไม่รู้มาก่อนว่าเราต้องมาอยู่โรงแรม ไม่ได้เตรียมเงินเพื่อที่จะมาจ่ายค่าโรงแรมวันละ $15 (450 บาท) อิเอเจนซี่จีนก็บอกเราจ่ายค่าห้องนี้เดือนละ $900 (27,000 บาท) เลยนะ เพื่อให้ทุกคนมาทำธุระให้เสร็จแล้วไปส่งที่บ้าน นี่คิดในใจละว่าจ่ายค่าห้องเดือนละ $900 ละเอาเด็ก work มาอยู่ไม่รู้กี่คนหมุนเวียนเปลี่ยนไปกัน ก็ได้เกิน $900 ละ เอาเปรียบมาก!!!!! จากนั้นเรากับเพื่อนก็จ่ายค่าโรงแรมกับค่าที่มารับที่สนามบิน ค่ามารับอย่างเดียวคิด $25 (750 บาท) กะเอารวยเลยนะ…. คือตอนนั้นก็ไม่สนว่าขากลับเราจะกลับยังไง บอกเอเจนซี่ไม่ต้องมารับไปส่งสนามบิน เดี๋ยวหาทางกลับเอง ไม่ได้กลับก็ไม่เป็นไร อยู่นี่เลย

ถึงบ้านสักที

เล่าทุกอย่างให้เจ้าของบ้านฟังบลาๆ น้าก็บอกว่าน้ารอทั้งวัน รอเขาจะมาส่ง ทำกับข้าวเตรียมไว้เต็มโต๊ะสรุปไม่มา….

อากาศก็ดีอยู่นะ

อากาศที่นี่ประมาณ 0-25 องศา อากาศเย็น มีลมพัด บางวันฝนตก ช่วง Summer ของ Alaska บางวันสว่าง 22 ชั่วโมง แล้วชั่วโมงความสว่างก็จะลดลงเรื่อยๆไปจนถึงช่วง Winter อยู่ที่นี่ไม่ต้องกลัวแดดร้อนเหมือนที่ไทย ต่อให้มีแดดยังไงก็มีลมเย็น ลืมบอกว่าที่นี่ Fresh Air ดีมากๆ

อยู่ที่ไหน??

เราอยู่ที่ Eagle River, Alaska ที่ทำงานห่างจากบ้าน 700 เมตร เดินไปทำงาน ปั่นจักรยานไปบ้าง เจ้าของบ้านไปส่งบ้าง แต่ส่วนใหญ่คือจะเดินไป อากาศช่วง summer อากาศดี เดินเล่นชิวๆ

อยู่ยังไง??

ที่พัก Alsaka

บ้านที่เราอยู่เป็นบ้านของคนไทย มีลูกสาว 2 คนเจ้าของบ้านใจดีมากๆ ทำกับข้าวให้กินบ่อยมาก ทุกอาทิตย์จะมีเพื่อนเจ้าของบ้านมาทำอาหารให้กินทุกวันพุธ บางครั้งเจ้าของบ้านก็ขับรถพาไปเที่ยวนู้นนี่ พาเราไปวัดบ้าง ทำให้เรารู้จักคนไทยที่นั่นเยอะมาก คนไทยที่นู้นน่ารักกับเรามาก การที่รู้จักกันคนไทยที่นู้น มันดีตรงที่ ถ้าเขาขาดคนทำงาน เขาก็จะชวนเราไปทำงานด้วย เราได้งาน 4 มาจากคนที่วัดเขาบอกต่อๆกันว่ามีเด็กหางาน

เรามาช่วงแรกจักรยานมีแค่คันเดียว แต่เพื่อนเอาไปใช้ เจ้าของบ้านก็ซื้อจักรยานเพิ่มอีก2คัน เพื่อให้ปั่นไปทำงาน แต่เราก็เดินไปอยู่ดี….

  • Housing : $300 จ่ายทุกต้นเดือน ไม่มีค่ามัดจำ ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ไม่มีค่าซักผ้า ไม่มีค่าจักรยาน

ลืมบอกว่า เด็ก work ที่บ้านเรามีอีก 2 คน เพื่อนคนไทย แต่คนละมหาลัย(รู้จักกันตอนสัมภาษณ์วีซ่า) กับเพื่อนคนจีน (เพิ่งจะมารู้จักกันตอนอยู่ที่นี่)

ต้องบอกก่อนว่าอยู่ที่ไทยไม่เคยทำงานเลย งาน Part-time หรือ Full-time ก็ไม่เคย นี่คือการทำงานครั้งแรกในชีวิต….. ไม่ได้เวอร์ แต่พูดจริง

 

#เรื่องการทำงานที่อเมริกา

#งานที่ 1 อย่าเรื่องมาก

รีวิว Work and Travel

  • First Job : Carl’s Jr. at Eagle River, AK
  • Position : Crew member
  • Wage : $10/ชั่วโมง, Overtime : $15/ชั่วโมง
  • Working Hours : ทำ 40 ชั่วโมง/สัปดาห์ ทำ 5 วัน/สัปดาห์
  • Payment : จ่ายทุก 2 สัปดาห์ โอนเข้าบัญชี
  • Working : ทำจริงๆแค่ 7.30 ชั่วโมง พัก 30 นาที แต่เราแอบอยู่ครบ 8 ชั่วโมง ตลอด ไม่อยากเสียชั่วโมง ถ้าเกินเวลาโดนไล่กลับบ้านตลอด แต่เราขอ Shirt Leader อยู่ต่อครึ่งชม. ทุกครั้งที่ไปทำงาน เขาก็ยอมให้อยู่ครึ่งชั่วโมง
  • Co-Worker : ส่วนใหญ่จะเป็นเด็ก High School อายุประมาณ 16-22 คนในร้านจะเป็นม้งกับคนอเมริกัน คนม้งภาษาอังกฤษดีมากกกกกกกกก ดีทั้งสำเนียงและการพูด

ได้เงินรวมๆ $6,000 ประมาณ 180,000 บาท

เวลาทำงานที่นี่ Clock In , Clock Out ด้วย Number ของตัวเอง เวลาเบรคก็ต้อง Clock แล้วค่อยกลับมา Clock In อีกครั้ง

ที่ร้านมี Manager กับรอง Manager อีก 3 คน ก็เป็นคนมีอายุทั้งนั้น มี ผช. คนเดียวที่เป็นรอง ที่เหลือเป็น ผญ.

Manager ที่ร้านเหมือนคนเป็นไบโพล่า ตอนดีก็ดีใจหาย ตอนอารมณ์ไม่ดี ด่าเสียดังจนลูกค้ามอง ไม่พอใจอะไรด่าเลย Manager ที่นี่ไม่ค่อยยืดหยุ่น เขาจะให้เราทำเวลาไหน เราก็ต้องทำ ขอย้ายกะไม่ได้ แต่ถ้า Manager ที่ไหนใจดีขอย้ายกะได้ก็ขอทำเช้าๆหรือบ่ายๆไปเลย จะได้ทำงานสองได้ แต่บางที่ Manager ใจดีให้ทำที่เดียว ยาว 12-14 ชั่วโมง ก็มี ต้องลองคุยดู….

ทำแรกๆต้องโทรหา Manager ทุกวัน เพราะไม่ยอมออกตารางงานมาให้ เป็นอยู่แบบนี้ 2 สัปดาห์ได้ หลังจากนั้นเขาก็ออกตารางงานให้ทุกอาทิตย์

ทำร้านนี้ทำมาแล้วทุกอย่าง ยกเว้นคนปิดร้าน ช่วงแรกๆ ทำ Drop Meat อยู่ 2 วันแรก รู้สึกน่าเบื่อมาก แค่หยิบเนื้อเข้าเครื่องย่าง แต่กว่าจะจำชื่อเนื้อแต่ละอย่างได้ตอนได้ทำ Cooking อยู่หลายวัน รอง Manager บอกลองไปทำ Fried Station ทอดเฟรนช์ฟรายด์ ทอดไก่ บิสกิตบลาๆ อยู่ Station นี้คือหน้ามันมากกกกกก55555555 รู้สึกได้ อยู่กับของทอด เวลาทอดอะไรไปเพื่อนในร้านก็แอบมาหยิบกิน ตักไปกินตอน On Break กันบ้าง

อยู่ได้สักไม่ถึงเดือนคนในร้านลาออกหลายคน Manager มาถามว่าเรากับเพื่อนว่าให้ไปเป็นคนเปิดร้าน 2 วันเอาไหม เราก็เอา แต่เพื่อนไม่เอา พอจัดตารางใหม่ออกมา เราได้มาเปิดร้าน 2 วัน มีคนมาสอนทำ Food prep, ทำ Biscuit, หั่นผักต่างๆ เราว่าเป็นคนเปิดร้านก็ดีนะ ได้กินอาหารเช้ากับเที่ยงที่ร้าน แอบทำกินเองตลอด ทำเสร็จวาร์ปไปกินห้องพนักงาน เราว่าข้อดีอีกอย่างในการเปิดร้าน คือถ้าเปิดร้านพร้อมกับรอง Manager เลิกงานเขาจะพาเราไปเที่ยว บอกได้เลยว่าอยากไปไหนเขาพาไป ออกเงินให้ด้วย พาไปกินนู้นนี่ อีกวันนึงที่เราเปิดร้านเลิกงานแรกก็ไปทำงานร้านสอง ไปเป็นคนปิดร้านให้เขา

ร้าน Carl's Jr.

การทำ Cooking เราว่าทุกคนควรทำเป็นก่อน จำชื่อให้ได้ แล้วก็ต้องรู้ว่า Burger แบบไหนควรใส่อะไรบ้าง เพื่อนในร้านบางคนทำงานที่นี่มาหลายเดือนยังไม่รู้เลยว่าทำ Burger ยังไง เราเคยทำ Cooking แล้วเพื่อนคนเมกาชวนไปทำ First Window รับออเดอร์ลูกค้าจาก Drive thru ใส่หูฟัง ลูกค้าสั่งมารัวๆ ฟังไม่ออกเลยจ้า บวกกับตื่นเต้นด้วย พูดไม่ออกเลย ลค.สั่งอะไรมา หาในหน้าจอไม่เจออีก ยืน งง อีกแล้ววว เพื่อนก็ขำ แล้วก็ช่วย นี่เลยแบบต้องรู้ก่อนว่า Burger มันมีอะไรบ้าง ใส่อะไรบ้าง แต่ละเมนูเซตอะไร ลูกค้าอยากเพิ่มอะไร อยากลดอะไรบลาๆ

วันไหนถ้าเราได้กะสายๆหน่อยเราจะได้ทำ Second Window การได้ทำ Second Window บอกเลยว่าสนุกมาก ได้พูดเยอะ กดน้ำ ตักไอติม ทำ Milkshake เสื้อนี่เลอะตลอด การตักไอติมเป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำเท่าไร เพราะไอติมแข็งมาก เรานี่ได้ตักไอติมทุกวัน แขนไปกระแทกกับขอบตู้บ้าง บางครั้งเรียกเพื่อนมาตักไอติมแทนบ้าง ตอนไหนไม่อยากตักเราก็ยื่นที่ตักไอติมไปให้ Shift Leader เขาก็ตักให้ ข้อดีของการทำ Window คือไม่มีใครมายุ่ง แค่หยิบถุงอาหาร น้ำ ยื่นให้ลค. ก็จบ, ได้เห็นหมาตลอด แปลกสุดที่เคยเจอคือนกแก้ว, ลมเย็น ข้อเสียของการทำ Second Window ก็จะมีแดดค่ะ แต่แดดที่นี่ไม่ค่อยแรงเท่าที่ไทย ถึงมีแดดยังไงก็มีลมเย็น, ตักไอติมบ่อย, ทำ Milk Shake จนมือชา

ร้าน Carl's Jr.

เราได้ทำ Second Window จนเริ่มฟังออกว่า ลค.พูดอะไร?? ต้องการอะไร?? ช่วงไหนลูกค้า Drive Thru เยอะ?? ไม่มีคนรับออเดอร์ ลค. ในร้านเลย เราเลยโดนเรียกไปเป็น Cashier ในร้าน

เราทำ Cashier ครั้งแรกบอกตรงๆ ว่า งง กับเหรียญ 25, 10, 5, 1 เซน เหรียญ 25 ใหญ่สุดเข้าใจได้ แต่เหรียญ 10 เซนเล็กกว่าเยอะเลย เหรียญ 5 เซนคือใหญ่กว่าเหรียญ 10 อีก ละเหรียญ 1 เซนเล็กสุด คือว่าทำไมไม่ทำขนาดเหรียญให้ตามขนาดเงินเหมือนไทย แบบ งง ไปหมด

ครั้งที่สองที่ไปทำ Cashier คราวนี้ เด็กอเมริกามาสอนเอง สอนใหม่หมดเลยจ้า สอนนับเหรียญก่อน555555 เหรียญนี้ 25 เซน เหรียญนี้ 10,5,1 เซน สอนแยกประเภทก่อน Burger อยู่ตรงนี้ น้ำอยู่ตรงนี้ ไอติมตรงนี้ ก็ยัง งงอยู่ดี คือหาชื่อเมนูไม่เจอเหมือนเดิม เมนูมีเยอะมาก

ครั้งที่สาม คราวนี้มาสอน 3 คนเลยจ่ะ ยืนล้อมอยู่ตรง Cashier 4 คน รวมอินี่ด้วย ลค.สั่งออเดอร์ คนกดเครื่องคือเราเอง เพื่อนสามคนคอยบอก โดน Shirt Leader ด่าเลยจ่ะ ยืนทำไรกันตรงนั้นเยอะแยะ จนหลังๆ โดนไล่ไปทำ Cashier สลับกับ Second Window บอกเลยว่าสนุก รู้งี้น่าจะทำมาตั้งนานแล้ว

พอครั้งที่สี่ วันนั้นเราเป็นคนเปิดร้าน แต่ Manager ไม่เข้า เราบอกเพื่อนว่าอยากลองทำอีก แต่วันนั้นเราเป็นคนเปิดร้าน ล้างถาดเสร็จก็คือเลิกงาน เหมือนทุกคนตั้งใจให้เรารับออเดอร์คนเดียว ไม่มีใครรับยอมออเดอร์เลยจ้า เพื่อนยืนหลังเคาน์เตอร์แท้ๆ แต่เรายืนล้างถาดอยู่ เรียกเราไปรับออเดอร์ เพื่อนบอกจะได้ฝึกภาษาอังกฤษด้วยไง ไปรับออเดอร์เร็ว วิ่งสลับไปมากับล้างถาด สรุปได้ Overtime มา 2 ชั่วโมง อีกวันต่อมาโดน Manager ด่าเลยจ้า

เราว่าการทำ Cashier กับ Window จะได้พูดภาษาอังกฤษเยอะมาก แนะนำลูกค้าต่างๆ คุยกับลูกค้าบ้าง ลค.ชวนคุยบ้าง อยู่แรกๆคือไม่กล้าพูดภาษาอังกฤษเลย เพื่อนที่ร้านก็พยายามชวนคุยให้เราพูดเยอะๆ พออยู่ได้สักพักกล้าพูดกว่าเดิมมาก ให้เล่าเรื่องทุกวันที่ไปทำงาน เล่าไปแกรมม่าถูกมั่งผิดมั่ง แต่เพื่อนก็ช่วยแก้ให้ ว่าต้องพูดแบบนี้นะถึงจะถูก คงแม้จะพูดผิด ก็ไม่สนแล้วจ้า ขอให้ได้พูด เพื่อนที่ร้านบอกว่าพูดภาษาอังกฤษต้อง Pronounce ให้ถูกด้วย จะได้เคยชินกับการออกเสียงที่ถูก

ร้าน Carl's Jr.

ทำงานที่นี่มีแต่คนสอนทำงานทุกอย่างทุกขั้นตอน แต่บางครั้งถ้าไม่มีคนช่วยก็ต้องทำเอง เพื่อนร่วมงานก็น่ารักกับเราทุกคน

หลังเลิกงานเราก็เอาเบอร์เกอร์ สลัด ไก่ทอด มากินบ้าง ประหยัดค่ากินไปได้มื้อนึง

ถามว่าทำงานที่นี่เจออะไรไม่ดีบ้างไหม??

ก็มีนะ เช่น เจอลูกค้าแบบหยาบๆ เพื่อนก็รับลูกค้าคนนั้นแทน คนในร้านบอกว่ายูไม่ควรจะจะมาเจอคนแบบนี้ ให้เพื่อนมารับแทนดีกว่า

 

#งานที่ 2 ไหล่แทบหลุด

ร้าน Garcia's Cantina & Cafe

  • Second Job : Garcia’s Cantina & Cafe at Eagle river, AK
  • Position : Busser
  • Wage : $9.90/ชั่วโมง, Overtime: $15
  • Payment : จ่ายทุก 2 สัปดาห์ โอนเข้าบัญชี
  • Working : ทำงานที่นี่สัปดาห์ละ 15 ชั่วโมงอย่างต่ำ แต่ละสัปดาห์ก็จะไม่เท่ากัน ร้านนี้เราทำเวลาว่างหลังจากไม่ได้ทำงานแรกหรือก่อนเข้างานแรกบ้าง ทำ 5-6 ชั่วโมงบ้าง แล้วแต่ตารางงานแรก
  • Tipping : มีแบบทิปรวม ทิปแยก ทุกวันที่ไปทำงานจะได้ทิป น้อยสุดที่เคยได้ $40, ได้ทิปเยอะสุด $70 แล้วแต่จำนวนลูกค้าของแต่ละวัน

ได้เงินรวมๆ $1,400 ประมาณ 13,860 บาท (ไม่รวมทิป)

ร้านนี้เป็นร้านอาหารแม๊กซิกัน มีแต่คนอเมริกา Manager, เพื่อนร่วมงานทุกคน น่ารักมากๆ สุภาพมากๆ สอนเราทุกอย่างตั้งแต่การเปิดร้าน เช็ดโต้ะ ไปจนถึงการปิดร้าน ร้านนี้ยืดหยุ่นเรื่องเวลามากๆ เนื่องจากคนทำงานร้านนี้เยอะ เราสามารถกำหนดเวลาที่เราจะทำได้ เราสะดวกทำเวลาไหน ไม่สะดวกเวลาไหน เขาก็จัดตารางให้ได้

ร้าน Garcia's Cantina & Cafe

ร้านนี้จะมีโซนที่เป็น Front, Bar, Back เราทำงานที่นี่เป็น Busser คอยเก็บโต๊ะ โซน Back ตลอด จัดโต๊ะใหม่ให้ลูกค้า ลูกค้าถึงโต้ะก็เสิร์ฟ Chips และ Salsa เป็นของทานเล่นระหว่างรอสั่งอาหาร จาน แก้วที่อเมริกาใหญ่มากไม่รู้ทำไมเหมือนกัน พอมารวมๆกันหลายใบ แล้วยกไปให้เขาล้าง ทำปวดไหล่ไปนานหลายวัน

แต่บอกเลยว่าร้านนี้ทำงานหนักมาก ทำทุกอย่างต้องไว ยกถาดใส่แก้ว ถังน้ำแข็งต่างๆ บลาๆ เติมซอส เก็บโต้ะต้องไว แล้วต้องเซตโต้ะให้ไวเหมือนกัน ถ้าเป็นคนปิดโซนร้านเขาจะให้ไป Break 30 นาที ก่อนจะปิดร้านยาวๆ วันไหนที่เราได้เป็นคนปิดโซนร้านส่วน Back เราจะพยายามยื้อเพื่อนให้อยู่ช่วยปิดตลอด เพราะต้องทำทุกอย่างคนเดียว เหมือนเคลียร์ร้านส่วนที่เป็นโต้ะ เก้าอี้ ต้องคอยลูกค้ากลับจนหมด กวาดพื้น ดูดฝุ่น บลาๆ วันไหนปิดร้านเราเลิกงานตอนเที่ยงคืนตลอด เราได้เป็นนิ้วล็อค ปวดหลัง ปวดขาเพราะร้านนี้เลย

ร้าน Garcia's Cantina & Cafe
อาหาร Mexcican ร้าน Garcia’s Cantina & Cafe

ทำร้านนี้มีอาหารให้เลือกกิน 10 อย่าง เช่น Salad, Quesadilla, French Fried, Rice and Bean, etc. อยากกินอะไรก็เขียนกระดาษแล้วให้เชฟ เขาก็จะทำให้ กินได้เฉพาะตอน On Break กับเลิกงานแล้วเท่านั้น อาหารแม๊กซิกันเราบอกได้เลยว่าจืดมาก แถมเลี่ยน มีแต่ชีส สำหรับใครชอบชีสก็น่าจะได้กินเยอะ คิดถึงอาหารไทยมากกก เรากินอาหารที่ร้านทีไรเหลือตลอด เลี่ยนไม่ไหว ใส่ห่อกลับไปกินต่อที่บ้าน

ทำร้านนี้มีอะไรพังบ้างไหม??

ก็มีนะ ทำแก้วเขาแตกบ้าง มีครั้งนึงทำ Chips กับ Salsa หล่น กระจายเต็มพื้นไปหมดเลยจ้า หันมามองกันทั้งร้าน ด้วยความอายรีบเก็บ รีบกวาด ดีที่เพื่อนในร้านมาช่วยทำความสะอาด และก็มีเราเขียนไปในกระดาษว่า Fried เซฟถามว่าเราจะกินอะไร ปกติคนอื่นเขียน Fried เขาก็เข้าใจว่าเป็น French Fried ด้วยความที่เพลงในร้านดังมาก เราก็ไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร เราเลยตอบ yes  เชฟ 5 คนหันมามองเราคนเดียว ด้วยความอายเลยรีบบอกว่า French Fried

ทิปที่เราได้มาเกือบ 2 เท่าจากเงินที่เราทำงาน เราเอาไปใช้ซื้อของกิน ของใช้ส่วนตัว ช้อปนู้นนี่ เราไม่ได้ใช้เงินจากงานแรกและงานสองเลย เราก็จำไม่ได้ว่าได้มาเท่าไหร่ ได้มาก็ใช้ตลอด

 

#งานที่ 3 ถึงกับได้เลือด

  • Third job : Fresh Sushi at Fred Mayer, Eagle river, AK
  • Position : Food prep
  • Wage : $10/ชั่วโมง
  • Payment : จ่ายเงินสดเป็นรายสัปดาห์
  • Working : ร้านนี้เราทำเวลาว่างหลังจากไม่ได้ทำงานแรกหรือก่อนเข้างานแรกบ้าง ทำ 3 ชั่วโมงบ้าง 5-6 ชั่วโมงบ้าง แล้วแต่ตารางงานแรกและร้านขาดคนวันไหน ช่วงไหน

ได้เงินรวมๆ $2,000 ประมาณ 60,000 บาท

งานนี้เจ้าของบ้านพาไปสมัครที่ร้าน ร้านนี้เป็นร้านของคนไทย ทำซูชิขายใน Fred Mayer ร้านนี้เราเป็นคนทำ Food Prep สไลด์แครอท แตงกว่า ปั่นปูอัด หั่นนู้นนี่บลาๆ ทุกครั้งที่ไปทำงานก็จะได้ซูชิ 1 กล่องบ้าง 2-3 กล่องบ้าง แล้วแต่เจ้าของร้านเขาจะให้ บางทีก็ให้ผักมาทำอาหารกินเอง ก็ประหยัดค่ากินไปนิดหน่อย

วันแรกที่เราไปทำงานพี่คนไทยเขาก็สอนวิธีการสไลด์แตงกวา แครอท ให้เป็นเส้นๆ จะเอามาทำเป็นสลัด หรือห่อซูชิต่างๆ เราก็สไลด์แครอทไป ด้วยความที่แครอทมันแข็งมาก มือก็ลื่น ไปโดนมีดสไลด์ เลือดอาบ เล็บแหว่งไปเลยจ้า หยุดทำทันที่เลย พี่เขาก็บอกว่าวันนี้พอแค่นี้นะ น้องทำวันแรกได้เลือดแล้ว ถือว่าเข้าถึงการสไลด์แล้ว เราก็ล้างทำแผลไป แล้วไปทำงานแรกต่อ เอาตรงๆ ทำช่วงแรกๆ ก็ไม่อยากทำหรอก มาทำงานแค่สไลด์แตงกวา แครอทเนี่ย แต่เพื่อเงินก็ทำ

วันต่อๆ มาเราก็มาทำสไลด์แตงกวา แครอทเหมือนเดิม แต่คราวนี้ระวังมากขึ้น นิ้วก็ไปโดนใบมีดสไลด์ รอยเดิมเลยจ้า แบบมีดสไลด์แครอทไม่ได้ แต่สไลด์นิ้วได้ คือแบบบบ….. เราก็หาอย่างอื่นทำ เช่น ฉีกปูอัด ล้างผัก ผสมน้ำส้มสายชูกับข้าว ทำหกบ้าง หล่นบ้าง รีบเก็บ ทำความสะอาดให้ไว จะได้ไม่โดนว่า

วันอื่นๆ เราก็มาตามที่พี่เขาบอก เราก็ทำสไลด์แตงกวา แครอท เอาปลาแช่แข็งมาแช่น้ำ ปั้นข้าวบ้าง เตรียมกล่องใส่นู้นนี่ ช่วงไหนลูกค้าเยอะก็ได้ช่วยเขาห่อซูชินู้นนี่ ทุกครั้งที่เราสไลด์แครอท กับแตงกวา บอกเลยว่าเราจะได้แผลมาตลอด ได้รอยข่วนบ้าง ช่วยเขาล้างมีด ล้างเขียง ล้างด้วยน้ำยา Sanitizer ฆ่าเชื้อต่างๆ น้ำยากระเด็นไปโดนเสื้อขนาดเสื้อเป็นสีดำยังเป็นรอยด่างไปหลายตัว หลังทำงานจบเราทิ้งเสื้อผ้าเลย ขนาดเสื้อยังเป็นรอยด่าง มือเราก็เปื่อยแบบดูไม่ได้เลย กว่าจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็ตอนกลับไทยมาแล้ว

 

#งานที่ 4 ทุกวันมีแต่เรื่อง

ร้าน Auntie Yum Yum

  • Fourth Job : Auntie Yum Yum at Valdez, AK
  • Position : Crew
  • Wage : $100/ต่อวัน
  • Tipping : วันละ $10
  • Payment : จ่ายเงินสด
  • Working : ทำแค่ 10 วัน ทำตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 2-5 ทุ่ม แล้วแต่วัน

ได้เงินรวมๆ $1,000 ประมาณ 30,000 บาท (ไม่รวมทิป)

รีวิว Work and Travel

หลังจากทำงานที่ Carl’s Jr. เสร็จ เราก็ไปทำงานอีกเมืองนึง ร้านเป็น Food Truck ร้านนี้เจ้าของก็เป็นคนไทย แฟนเขาเป็นคนอเมริกา อยู่เมือง Valdez ต้องนั่งเครื่องบินไป โชคดีเจ้าของร้านจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ Angchorage กับ Valdez ให้ ทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน เคยคุยโทรศัพท์ด้วยแค่ 2 ครั้งเท่านั้นเอง เจ้าของร้านรู้จักเราจากคนที่วัดไทยใน Alaska เขาก็บอกต่อๆ กันว่ามีเด็กไทยหางาน

รีวิว Work and Travel
นอนบนรถบ้านของร้าน Auntie Yum Yum

เราทำร้านนี้แค่ 10 วัน กินฟรี อยู่ฟรี ทำอยู่ที่นี่นอนบนรถบ้าน เปลี่ยนบรรยากาศไปอีกแบบ

รีวิว Work and Travel

ทำร้านนี้ทำอะไรบ้าง ก่อนร้านเปิดก็เตรียมหั่นผักนู้นนี่ ต้มน้ำซุป ล้างโหลใส่น้ำ เช็ดโต้ะบลาๆ เปิดร้าน 9 โมง ลูกค้าสั่งอาหาร เราก็ต้องเตรียมเครื่องปรุง หรือตักข้าวใส่จาน ทำแบบนี้จนร้านปิด

ทำงานร้านนี้ เรามีเรื่องพังๆ ทุกวัน เช่น แบบว่าล้างโหลใส่น้ำ แล้วมือลื่นทำโหลใส่น้ำเขาแตก ซึ่งเจ้าของร้านบอกว่าโหลนี้เกือบ $150 (4,500 บาท) เรารู้ราคาแล้วโอ้ยยย ตายแล้ววววว โหลอะไรแพงขนาดนี้ เจ้าของบอกว่าโหลนี้ถ้าใส่น้ำร้อนไป เวลาเราจับจะไม่รู้สึกร้อน แบบโหวววววววว มีความพิเศษ แต่ดีที่ว่าเจ้าของร้านไม่หักตัง ถ้าเป็นร้านอื่นคงโดนไปแล้ว

วันต่อมาน้าคนไทยให้เราหุงข้าว เราก็มีความมั่นใจเลยจ้า ว่าเราเคยหุงมาแล้วที่ไทย แม่สอนมา555555 เราก็เอาหม้อมาตักข้าวไรส์เบอร์รี่ถ้วยนึงถ้วย แล้วเจ้าของร้านก็บอกว่าต้องผสมข้าวหอมมะลิด้วยนะ แล้วเราก็ตักเลยจ้า เจ้าของเห็นก็กรี้ดเลยจ้า บอกนั่นข้าวเหนียว เราก็เอาอีกแล้วววววว มีเรื่องพังอีกแล้ว ด้วยความที่ไม่รู้ว่าเม็ดข้าวเหนียวเป็นแบบไหน ไม่เคยเห็น ตักไปเต็มถ้วยเลยจ้า ต้องเอาออกอีกกกก สรุปคือแทนที่จะช่วยเขา สรุปเขาก็ต้องมาทำเองอีก

รีวิว Work and Travel
ร้าน Auntie Yum Yum (หน้าร้าน)

แล้วก็มีเรื่องข้าวโพดคลุกน้ำตาล เรากับเจ้าของร้านไปซุปเปอร์มาเก็ต ไปซื้อข้าวโพดกันมา จะเอามาต้มกินกัน น้าเขาก็มาถามว่ารู้ไหมว่ารู้ไหมว่าต้มข้าวโพดต้องกี่นาที เราก็ตอบไปว่าไม่รู้เพราะไม่เคยต้ม น้าก็บอกไม่รู้ได้ยังไง เราก็เอาไปต้มเหมือนที่ไทยเขาต้มขายกัน เราก็กินไปฝักนึงละ น้าเขาก็หั่นโรยน้ำตาลมาให้เราอีก เราก็นั่งเล่นอยู่กับหมาของน้าเขา ก็เข้าใจผิดนึกว่าเอามาให้หมากิน เพราะเราก็กินไปแล้วด้วย เราก็ยกทั้งจานให้หมากินไปเลยจ้า หมามันกินเกือบหมดแล้ว น้าเจ้าของร้านก็มาเห็น น้าเขาก็บอกให้หมากินทำไมเนี่ย เราก็เอาอีกแล้ววว พังอีกแล้วจ้า น้าเขาเอามาให้เรากินไม่ใช่เอามาให้หมากิน แบบโอ้ยยยยยยยย

ส่วนเวลาร้านปิดก็แล้วแต่วัน บางวันปิด 2 ทุ่ม บางวัน 5 ทุ่ม แล้วแต่ลูกค้า ปิดร้านแล้วก็เคลียร์ทำความสะอาดทั้งหมด กวาดพื้น ล้างนู้นนี่เสร็จก็ไปซื้อของสำหรับวันพรุ่งนี้ กลับบ้านนอาบน้ำนอน ตื่น 8 โมงไปทำงานเหมือนเดิม

รีวิว Work and Travel
ร้าน Auntie Yum Yum (บรรยากาศหน้าร้าน)

เราว่าข้อดีของการทำงานร้านอาหาร คือ ….

      1. ได้กินฟรี ไม่ต้องเสียค่ากิน
      2. เอากลับบ้านไปกินได้
      3. บางครั้งเขาให้กับข้าว ไปทำกินที่บ้านได้

 

#สรุป รีวิว Work and Travel 2019

เราไป Work ครั้งนี้ จะบอกเป็นยอมรวม ตอนอยู่นู้นก็ใช้เงินซื้อของใช้ส่วนตัว ช้อปบ้าง สรุปได้เงินมา $10,000++++ ประมาณ 300,000 บาท (ครึ่งนึงคืนพ่อ) อีกครึ่งนึงเอาไปเที่ยว

ถ้าใครชอบธรรมชาติ เงียบๆ ไม่มีความวุ่นวาย Alaska เหมาะมาก  เป็นรัฐที่ไม่เสียภาษี ไม่ว่าจะซื้อะไรก็แล้วแต่ ไม่มีภาษีเพิ่ม  ไปเที่ยวเมืองอื่น แค่ซื้ออาหารกินก็ต้องเสียภาษี  ภาษีแต่ละรัฐจะไม่เท่ากัน…… ไปรัฐไหนลองเช็คดู

อยากให้อ่าน อันนี้ก็สำคัญ

P.S.

  1. ควรบินไปถึงวันธรรมดาเพื่อที่จะได้ทำ SSN และเปิดบัญชีเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอเสาร์อาทิตย์
  2. ควรทำประกันการเดินทางไว้นะ
  3. หาเพื่อนไปด้วยคนนึง ให้อุ่นใจ เผื่อเกิดปัญหาอะไรจะได้ช่วยกันแก้
  4. ถ้าทำงานเสียภาษีไม่ว่าจะเป็นงานแรกหรืองานอื่นๆ เก็บ Paycheck ทุกใบ เป็นหลักฐานเพื่อทำ Tax Refund
  5. ถ้าตกเครื่อง ขอ Delay Certificate ไว้นะ จะได้ยืนยันสายการบินภายในประเทศอเมริกาได้ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อตั๋วใหม่
  6. เอาจริงๆ ถ้ามา W&T ถ้าไม่ได้ต้องการเงินมาก อย่าทำงานเอาเป็นเอาตาย เที่ยวบ้าง ใครพาไปไหน ใครชวนไปไหน ก็ไปเถอะเอาจริง สักครั้งนึงจะมาอเมริกา อย่ามัวแต่ทำงานมากจนไม่มีเวลาทำอย่างอื่น แต่ถ้ามาเพื่อเอาเงินโดยเฉพาะ ทำไปเถอะ ทำจนนิ้วล้อค ร่างกายน้อค เอาให้สุด อย่าไปขี้เกียจ ท่องไว้เพื่อเงิน!!!!!!
  7. อย่าไปเรื่องมาก เวลานั้นทำได้ เวลานั้นทำไม่ได้ เขาให้ทำเวลาไหนก็ทำไปเถอะ ทำเช้าเกินไปไม่เอา อย่าไปเกี่ยง ยิ่งทำเช้ายิ่งดี ว่างที่เหลือไปทำงานอื่นได้ แล้วมันจะไม่กระทบไปอีกงานนึงด้วย
  8. ใครอยากหางานร้านอาหาร ต้องมีใบ Certificate ด้วย
  9. อยากได้อะไรให้ซื้อ อย่าคิดมาก ตอบแทนตัวเองจากการทำงานหนัก
  10. เอาของใช้ส่วนตัวไปแค่พอใช้อาทิตย์สองอาทิตย์ ซื้อที่อเมริกาถูกกว่า แถมขวดใหญ่ด้วย
  11. ธนาคารปิดวันอาทิตย์ ถ้าจะถอนเงินให้ถอนวันจันทร์-ศุกร์ 9.00 AM – 6.00 PM, เสาร์เปิดครึ่งวัน
  12. ถ้าใครติดใจ แล้วอยากกลับไปอีก ไปเลย ไปหาประสบการณ์
  13. สำหรับเด็กที่จบ พวก Hotel & Tourism Management, Hospitality Management, Home Economics และ Culinary สามารถไปฝึกงานที่โรงแรมห้าดาวต่างๆ ได้ 1 ปี ทำงานได้ถูกกฎหมาย อยู่ได้นานกว่าเด็ก work
  14. สำหรับคนใครที่อยากไปทำงานต่างประเทศ เช่น นิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลีย แบบถูกกฎหมาย ให้ไป Work & Holiday สามารถทำงานได้ 1 ปี แต่ต้องหางานเอง

 

ถ้าอยากรู้อะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับ รีวิว Work and Travel ทักมาได้เลย

Saranrat Ralukmoon, สรัลรัสย์ ระลึกมูล

Facebook : Saranrat JJ

Instagram : jeeppperrr

 

แล้วคุณหละ??

คิดว่าบทความ รีวิว Work and Travel ขาดตกอะไรอีกบ้าง…

ลอง comment, share หรือ tag บอกเราที!!

Facebook Comments